Lumd

เครื่องฟอกอากาศแบบไหนเหมาะกับบ้านคุณ?

การเลือกเครื่องฟอกอากาศนั้นหลักๆ จะมีอยู่ 5 ปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจของเรา โดยเฉพาะการเลือก แอร์เคลื่อนที่ยี่ห้อไหนดี 2020 เพราะการเลือก แอร์เคลื่อนที่ ราคา เป็นเพียงหนึ่งปัจจัย ถ้าเลือกไม่เหมาะสมอาจทำให้ผลลัพท์ไม่ดี และเปลืองค่าไฟโดยไม่จำเป็น
ขนาดของห้อง
– ขนาดของห้องเป็นสิ่งที่สำคัญในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ
ยิ่งห้องของเรามีพื้นที่มากเท่าไหร่เราก็ต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ใหญ่มากขึ้น
เพื่อที่เครื่องฟอกอากาศจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ดังนั้นวิธีการคือวัดขนาดกว้าง ยาวของห้องแล้วดูค่าเปลี่ยนถ่ายอากาศทุกชั่วโมงของเครื่องฟอกอากาศว่าค่าคือเท่าไร

ค่า CADR
– ค่า CADR หรือ อัตราการเปลี่ยนถ่ายอากาศต่อชั่วโมงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกเครื่องฟอกอากาศ
ซึ่งตัวเลขนี้จะวัดปริมาณทั้งหมดที่เครื่องฟอกอากาศสามารถสร้างอากาศบริสุทธิ์ได้เท่าไหร่ใน 1 นาที ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งทำความสะอาดได้ดี

Air Volume หรือ Air Flow
– เปรียบเทียบค่า Air Volume หรือ Air Flow ของเครื่องฟอกอากาศแต่ละรุ่น
ว่าแตกต่างกันหรือไม่ โดยตัวเลขจะแสดงถึงความรวดเร็วในการกรองอากาศ
ยิ่งตัวเลข Air Flow สูงมากขึ้นเท่าไหร่ก็แสดงว่าเครื่องฟอกตัวนี้สามารถกรองอากาศให้เป็นอากาศ
บริสุทธิ์เร็วขึ้นมากเท่านั้น

ประหยัดพลังงาน
– การเลือกเครื่องกรองอากาศแบบประหยัดพลังงานนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้วยังช่วยเราประหยัดค่าไฟอีกด้วย
ส่วนหนึ่งที่มีผลต่อการทำงานของเครื่องฟอกอากาศคือ แผ่นกรอง ถ้าแผ่นกรองยิ่งหนามากจะทำให้อากาศผ่านได้น้อย
จะยิ่งทำให้เครื่องฟอกอากาศทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากขึ้น
เพราะฉะนั้นเราควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองสามารถทำให้อากาศไหลผ่านได้ ดังนั้นเราควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองสามารถทำให้อากาศไหลผ่านได้ดี รวมถึงให้พิจารณาถึงฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ร่วมด้วย เพราะนอกจาก แอร์เคลื่อนที่ ราคา จะเท่าไหร่แล้ว ต้องดูการใช้งานให้เหมาะสม
วิธีเปิดแอร์เคลื่อนที่ แบบประหยัดไฟ
หลายคนจะถามว่า แอร์เคลื่อนที่ ดีไหม ก็มีวิธีประหยัดไฟมาบอก เพื่อให้รู้ว่าข้อดีของ แอร์เคลื่อนที่ ก็มีวิธีประหยัดไฟด้วย
วิธีที่ 1 หากต้องการเย็นสบายเท่าเดิมแต่อยากประหยัดไฟ ลองตั้งอุณหภูมิแอร์เคลื่อนที่ 25 องศา แล้วเปิดพัดลมเสริม อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้าตั้งอุณหภูมิให้ห้องสูงขึ้น ก็จะประหยัดพลังงานได้มาก โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 24-25 c มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป การเปิดพัดลมซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วลมในห้อง ก็จะสามารถรักษาระดับความสบายเชิงความร้อนไว้เท่าเดิมได้ เท่ากับเย็นสบายเหมือนเดิม

วิธีที่ 2
ปิดพัดลมระบายอากาศเมื่อไม่จำเป็น โดยส่วนใหญ่ในห้องบางห้องมักติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้สำหรับระบายอากาศออกจากห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากการสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศออกจากห้อง ก็จะมีอากาศในปริมาณเท่ากันไหลเข้ามาในห้องเพื่อทดแทนอากาศส่วนที่ถูกระบายทิ้งออกไป อากาศจากภายนอกที่ไหลเข้ามาแทนที่นี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศร้อนจากภายนอกที่เข้ามาเย็นลงจนเท่ากับอากาศภายในห้อง พัดลมระบายอากาศนี้มีความจำเป็นหากเป็นห้องที่มีคนใช้งานมาก หรือมีกลิ่นจากเอกสาร, อาหาร หรือควันบุหรี่ แต่หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานไม่มาก และไม่มีกลิ่นรบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยธรรมชาติจะมีอากาศรั่วซึมผ่านทางกรอบประตูหน้าต่างอยู่ในปริมาณหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในการหายใจ นอกจากนี้ หากเป็นห้องประชุม ในขณะที่เปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศเย็นก่อนจะมีคนเข้าใช้ห้อง ก็ไม่จำเป้นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ให้รอจนมีเข้าใช้ห้องประชุมเป็นจำนวนมากก่อน จึงเปิดพัดลมระบายอากาศก็ได้

วิธีที่ 3
ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้าแสงสว่าง จะปล่อยความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ เท่ากับพลังงานที่อุปกรณ์ไฟฟ้าและหลอดไฟใช้ และความร้อนนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาของ แอร์เคลื่อนที่ และต้องเสียพลังงานในการนำความร้อนนี้ทิ้งออกไปข้างนอกอีก จะเห็นได้ว่า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไฟฟ้าแสงสว่าง ในห้องปรับอากาศจะเป็นการเสียค่าไฟสองต่อ คือ
– เสียค่าไฟที่อุปกรณ์หรือหลอดไฟใช้
– เสียค่าไฟที่เครื่องปรับอากาศเพื่อนำความร้อนออกไปทิ้งนอกห้อง
ดังนั้น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็นในห้องปรับอากาศ จึงเป็นการประหยัดสองต่ คือ ประหยัดที่ตัวอุปกรณ์ และประหยัดที่เครื่องปรับอากาศ

ด้วย 3 วิธีนี้ จะช่วยให้คุณเปิด แอร์เคลื่อนที่ ได้แบบประหยัดไฟไปได้มากเลยทีเดียว
Lumd
0 Likes
0 Shares
Comment
Suggested
Recent